Blog

ArchiCAD Thai Society / Article  / จาก CAD สู่ BIM ถ้าคุณไม่เปลี่ยนวันนี้ วันหนึ่งโลกจะบังคับให้คุณเปลี่ยน

จาก CAD สู่ BIM ถ้าคุณไม่เปลี่ยนวันนี้ วันหนึ่งโลกจะบังคับให้คุณเปลี่ยน

ดูเหมือนว่ายุคนี้เป็นยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ไม่ว่าองค์กรไหนต่างลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่โถมเข้ามาอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เว้นแม้กระทั่งกับแวดวงงานออกแบบสถาปัตยกรรม และก่อสร้าง หลายท่านคงจำกันได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเขียนแบบด้วยมือ มาเป็นการเขียนแบบบนคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี CAD หรือ Computer Aided Design/Drafting จวบจนพัฒนาจาก 2 มิติ มาเป็น 3 มิติ ณ ปัจจุบันนี้พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งด้วยระบบ BIM หรือ Building Information Modeling ที่ช่วยให้เราสามารถก่อสร้างอาคาร งานสถาปัตยกรรมบนคอมพิวเตอร์ชนิดเหมือนจริงครบทุกมุม 360 องศา เป็นวิธีการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากเทคโนโลยี CAD ตรงที่สามารถกำหนดข้อมูลต่างๆ ให้กับทุกองค์ประกอบในงานเขียนแบบ เช่น การกำหนดประเภทวัสดุ, ขนาด, รูปแบบ, และอื่นๆ ทำให้ซอฟต์แวร์สามารถรับรู้ได้ว่าส่วนไหนคือ ผนัง, เสา, คาน, พื้น, ประตู, หน้าต่าง, ลิฟต์ หรือบันได เมื่อเราทำการเปลี่ยนแปลงค่าใดๆ ของวัตถุเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผังพื้น, รูปตัด, รูปด้าน, หรือแบบ 3 มิติ แบบทั้งหมดจะถูกแก้ไขไปพร้อมๆ กัน มิติของ BIM จึงมีมากกว่าเป็นแค่วัตถุรูปทรง แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการกำหนดค่าลงไปในแต่ละชิ้นของวัตถุที่สามารถใช้ประโยชน์ในการที่จะคำนวณออกมาเป็นพื้นที่ จำนวน ราคา รวมถึงระยะเวลาการก่อสร้าง อีกทั้งยังช่วยในการจัดทำเอกสารรายงาน และข้อมูลงานระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของอาคารได้ถูกต้องมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นมิติที่มากกว่ามิติที่ 3 ของแบบก่อสร้างทั่วไป

อย่างไรก็ตามการที่จะเปลี่ยนมาใช้ BIM ในองค์กร ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก ทีมงานจึงได้สัมภาษณ์ คุณพลกฤษณ์ แสงทอง Design Partner บริษัท ธาดา คอลลาบอเรชั่น จำกัด (TADAH Collaboration Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมและออกแบบภายใน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และขั้นตอนต่างๆ ในการเริ่มต้นใช้ BIM เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่กำลังก้าวสู่โลกของ BIM ได้ฟังกัน

“เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่แล้วผู้ก่อตั้ง TADAH ทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายการทำงานมาใช้ BIM เริ่มมีการกำหนดเป็นมาตรฐานให้การส่งแบบทุกอย่างต้องเป็น BIM และเมื่อผู้ก่อตั้งกลับมาก่อตั้งบริษัทที่ประเทศไทย จึงเริ่มการทำงานด้วย ArchiCAD BIM มาตั้งแต่ต้น จนมาถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 4 แล้วครับ” ซึ่งทาง คุณพลกฤษณ์ แบ่งกระบวนการปรับเปลี่ยนออกเป็น 4 ระยะ

คุณพลกฤษณ์ แสงทอง Design Partner

Stage 1 Something New เพราะทาง TADAH เองมองเทคโนโลยีนี้เป็นเหมือนสิ่งใหม่สำหรับสถาปนิกไทยจึงได้มีการเซ็ตโปรเจกต์แรกขึ้นมาเป็นต้นแบบ โดยใช้โครงการที่ไม่ยาก ไม่มีความซับซ้อน เพื่อมาทดสอบว่า BIM สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ จากการทดสอบนี้ทำให้รู้ว่า ขั้นตอนตั้งแต่ขึ้นโมเดลจนจบเรื่องเอกสารลดเวลาในการทำงานลงได้เยอะมาก จากที่ใช้เวลา  3 สัปดาห์ ลดเหลือเพียง 3 วัน เมื่อเทียบกับตอนที่ใช้ Document CAD แต่เนื่องจากเป็นโปรเจกต์ทดสอบจึงไม่ได้มีรายละเอียดมากมายนัก สรุปจาก Stage แรกทำให้ทาง TADAH รู้ว่า  BIM สามารถทำงานได้และทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมจริง

Green Ville Apartment

Stage 2 Real-Test เมื่อ TADAH มั่นใจแล้วว่า BIM สามารถใช้งานได้จริงจึงเริ่มโปรเจคที่ใหญ่ขึ้น ชื่อโครงการ Green Ville Apartment ลักษณะเป็นตึก 8 ชั้น โดยเลือกใช้โปรแกรม ArchiCAD BIM และจัดตั้งทีมดูแลโดยเฉพาะ โดยมี บริษัท แอพพลิแคด จำกัด เป็นที่ปรึกษาและอบรมให้ ซึ่งใช้เวลาอบรมเรียนรู้ประมาณ 3 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นโปรเจกต์แรกจึงมีปัญหาเรื่องของการลงรายละเอียด เพราะความที่ยังไม่มั่นใจในการเคลียร์แบบจึงวาดใน CAD และขึ้น 3D ด้วย SketchUp แล้วจึงโยกเข้าไปใน ArchiCAD BIM เพื่อเวลาที่มีการอัพเดทอะไรต่างๆ โปรแกรมจะทำการอัพเดทให้ทุกด้านโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาในการจัดการ Document

 

 

 Stage 3 Transformation เป็นกระบวนการที่ทุกคนในองค์กรต้องใช้ ArchiCAD BIM เท่านั้น ไม่ขึ้นโปรเจกต์ที่โปรแกรมอื่นเหมือน Stage 2 เหมือนการหักดับ แต่พนักงานส่วนใหญ่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่ง Stage นี้ทุกคนต้องมีโปรเจกต์BIM อย่างน้อยคนละ 1 โปรเจกต์ ทุกกระบวนการต้องจบใน BIM Software แต่ปัญหาในขั้นตอนนี้ก็มี คือ เนื่องจากแต่ละคนต่างคนต่างดูแลแต่ละโปรเจกต์ ทำให้รายละเอียดของแต่ละคนยังไม่เท่ากัน และพนักงานที่จบใหม่ยังใส่ข้อมูลไม่ครบถ้วน เนื่องจากถนัดงานปั้นโมเดลมากกว่า

 

  

Stage 4 New Level ได้มีการกำหนดมาตรฐานขององค์กรขึ้นมา โดยเริ่มเปลี่ยนให้ทุกอย่างมีความง่ายขึ้น โดยมีการเซ็ตข้อมูลวัสดุต่างๆ เพื่อให้ทุกคนดึงไปใช้ได้ เมื่อมีการถอดแบบ ข้อมูลทุกอย่างจะขึ้นมาทำให้ทุกคนสามารถแยกข้อมูลได้ตั้งแต่ต้น ต้องรู้ว่าข้อมูลโครงสร้างมีอะไร? เท่าไรบ้าง? เป็นต้น เพื่อลดระยะเวลาลงในการถอดปริมาณ

 

Stage 5 To The Feature เพราะความสามารถของโปรแกรม ArchiCAD BIM ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด จึงเป็นขั้นตอนต่อเนื่องที่ทางทีมงานจะทำต่อไป คือ การถอดปริมาณที่สามารถใช้ได้จริง กำหนดระยะเวลาได้จริง ซึ่ง TADAH รู้ว่าโปรแกรมทำได้ และ BIM ไม่ใช่เรื่องยาก

 

ข้อดีของการใช้ ArchiCAD BIM ในการออกแบบ

เนื่องจากเมื่อก่อนเราใช้โปรแกรม CAD ในการออกแบบ 2 มิติ เช่น วาด Plan วาด Section และอื่นๆ พออัพเดท จุดนึง แต่จุดอื่นๆ ไม่อัพเดทตาม ทำให้ต้องมาไล่แก้ทุกจุด แต่เมื่อปรับมาเป็น BIM การทำงานจะมีความแม่นยำกว่าเดิม (เพราะระบบ Work ในโมเดล 3 มิติ เมื่อมีการปรับแก้ในกระบวนการ Document จะถูกปรับแก้ทั้ง Plan และ Section จะถูกปรับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติทั้งหมด ) การแก้ไขต่างๆ จะทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และจากการศึกษาตัวอย่างจากงานที่สิงค์โปร คือ การใช้ระบบ BIM จะทำให้วิศวกรสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น นั่นหมายถึงว่า วิศวกรสามารถเอา Model ที่สร้างจากงานสถาปัตย์ไปทำงานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ท่อและงานระบบต่างๆ การกำหนดโครงสร้างจากโมเดล BIM ของงานสถาปัตย์เลย และการแชร์งานกันเพื่อเคลียร์แบบทั้งหมดซึ่งลดปัญหาหน้างานได้ ทั้งนี้หากเรายังใช้รูปแบบเดิมอยู่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของตำแหน่ง ขนาด และอื่นๆ การเคลียร์แบบจะแก้ไขที่หน้างาน เนื่องจากงานวิศวกรและงานสถาปัตย์ที่ใช้คนละโมเดลทำให้งานที่ได้ไม่ค่อยตรงกัน ซึ่งคาดว่าหากทั้งวิศวกรและสถาปนิกผู้ออกแบบในทุกส่วนใช้ระบบ BIM งานต่างๆ จะมีความถูกต้องมากขึ้น ลดปัญหากการชนกันของงาน พร้อมทั้งปัญหาหน้างานก็จะลดน้อยลงได้เช่นกัน

“ผมว่า BIM เป็นอนาคตนะ เพราะอันนี้เป็นเครื่องมือที่พัฒนามาแล้ว ผมคิดว่าในการทำงานเราควรที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ ผมเข้าใจว่าการที่เราตัดสินใจจะเปลี่ยนมันอาจจะเป็นช่วงที่ยากสำหรับการเริ่มต้น แต่ว่าพอลองแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น การเปลี่ยนในครั้งนี้กลับทำให้การทำงานเร็วขึ้นและเป็นระบบมากขึ้นด้วยซ้ำ

สำหรับผมการทดลองอะไรใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องนึง แต่ถ้ามองอีกมุม เมื่อเราเข้าสู่ AEC แล้ว ผมคิดว่ามาตรฐานของวงการสถาปนิกต้องอัพขึ้นมาในมาตรฐานที่เท่ากัน ซึ่งตอนนี้ที่สิงคโปร์ก็เปลี่ยนมาใช้ BIM กันหมดแล้ว และถ้าเค้าใช้ BIM กันหมด ถ้ากฎมันกลายเป็น BIM แล้วถ้าเราไม่ได้ใช้ เท่ากับว่าเราเสียโอกาส และถ้ามีลูกค้าที่เค้าใช้ แต่เราไม่ใช้ เราก็เสียเปรียบเจ้าอื่นๆ ที่เค้าพร้อมแล้ว อีกมุมมองนึงผมว่าเราต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันกับนานาประเทศ”

บทความ: กองบรรณาธิการ

ปิดโหมดสีเทา