Blog

ArchiCAD Thai Society / Article  / 9 คำถามที่ถามบ่อยก่อนเปลี่ยนใจมาใช้ ArchiCAD [BIM]

9 คำถามที่ถามบ่อยก่อนเปลี่ยนใจมาใช้ ArchiCAD [BIM]

สำหรับ Ai E-Newsletter ฉบับนี้เรารวบรวมคำถามฮิต  9 ข้อที่ถูกถามบ่อยๆ มาแชร์ให้อ่านกันนะครับ บางคำถามผู้อ่านอาจคิดอยากจะถามอยู่ก็เป็นได้!!

1 ระบบ CAD คืออะไร BIM คืออะไร ต่างกันยังไง?

– CAD ย่อมาจาก Computer Aided Design ซึ่งแปลตามศัพท์ได้ว่า “การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบ” โดยไม่ว่าจะเป็นงานแบบที่เกี่ยวกับงานอาคาร รวมไปถึงชิ้นส่วนทางวิศวกรรมโปรแกรม CAD ก็สามารถเขียนได้ เนื่องจากโดยหลักการแล้วคือการจำลองการเขียนมือลงบนคอมพิวเตอร์นั่นเอง ข้อดีที่หลายๆ บริษัทเปลี่ยนจากการเขียนมือ มาเป็นเขียน CAD คือ มันสามารถ Copy เส้นที่เราต้องการในปริมาณเยอะๆ และ  Delete เส้นที่เราไม่ต้องการออกไปได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญคือมันทำให้งานมีมาตรฐานมากขึ้น ในปัจจุบันมีทั้ง CAD ที่เป็นแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

–  BIM ย่อมาจาก Building Information Modeling แปลงตามสมาคมสถาปนิกว่า “แบบจำลองสารสนเทศอาคาร” ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่พัฒนามาเพื่องานก่อสร้าง หรือเป็นการจำลองการก่อสร้างอาคารลงบนคอมพิวเตอร์นั่นเอง โดยระบบ BIM สามารถเขียนได้ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ คำสั่งที่ใช้งานในระบบ 3 มิติ จะเป็นตัวกำหนด ว่าวัตถุที่สร้างคืออะไร เช่น ผนัง เสา คาน พื้น โดยเมื่อออกแบบเสร็จ เราสามารถดึงปริมาณและพื้นที่ มาทำ BOQ ต่อได้ ทั้งนี้ยังสามารถส่งต่อข้อมูลเพื่อไปใช้ยังโปรแกรมที่รองรับระบบ BIM อื่นได้

Article_ArchiCAD_16_05_01

2 ใช้ ArchiCAD แล้วจะทำงานเขียนแบบได้เร็วขึ้นจริงไหม?

– จริง โดยจากสถิติหากใช้ปริมาณงาน และจำนวนคนเขียนงานเท่ากัน ระบบ BIM จะสามารถเขียนงานได้เร็วกว่า ประมาณ 30% แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์การใช้งานโปรแกรมด้วย ไม่ใช่ว่าพึ่งเริ่มต้นใช้งาน ArchiCAD ไม่กี่วัน จะมาเทียบกับคนที่เขียน CAD มาเป็น 10 ปี ก็คงไม่ได้

Article_ArchiCAD_16_05_02

3 ใช้ BIM ล้วไม่ต้องใช้ CAD 2 มิติ แล้วใช่หรือไม่?

– ใช่และไม่ใช่ เนื่องจาก Software ที่เป็นระบบ BIM สามารถเขียนได้ทั้งระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ แต่จะมีราคาที่สูงกว่าระบบ CAD ที่เน้นการเขียน 2 มิติ อยู่แล้ว แถมปัจจุบัน Software CAD ยังมีทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่ราคาไม่กี่พันไปจนถึงหลายหมื่น ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนเป็น BIM ทั้งหมด จะใช้ค่าใช้จ่ายมากกว่า ดังนั้นหลายๆ บริษัทจึงดึงความสามารถแต่ละ Software มารวมกัน เช่น ตรงที่เขียนเป็น 2 มิติ ได้ง่ายและเร็วกว่าก็จะใช้ CAD เขียนและค่อยดึงเข้ามาเชื่อมต่อใน Software ระบบ BIM แทน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายนั่นเอง แต่หากบริษัทคุณมีงบประมาณที่พอเพียง การปรับเปลี่ยนทั้งหมดก็ไม่ใช่ปัญหา

4 ใช้งาน CAD 2 มิติ และ SketchUP ในการทำงานอาคารอยู่แล้ว สามารถใช้งาน ArchiCAD ได้ง่ายขึ้นหรือไม่?

– ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้ที่ใช้งาน CAD และ SketchUP จะมีพื้นฐานในการใช้งาน Computer เพื่อการเขียนแบบ ทั้งในระบบ 2D และ 3D นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม คำสั่งในการใช้งาน ArchiCAD ก็ยังมีความแตกต่างกับระบบ CAD หรือ SketchUP ดังนั้นจึงจำเป็นก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แต่หากจะเทียบโดยนำผู้ที่ไม่เคยใช้งาน CAD และโปรแกรม 3D ใดๆ 2 คน มาเริ่มต้นเรียนรู้ ArchiCAD และโปรแกรม CAD ควบคู่กันไปในเวลาเท่ากัน ผู้ที่เรียน ArchiCAD จะสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า เนื่องจากผู้เรียนจะมองเห็นภาพอาคารที่ออกแบบได้ชัดเจนกว่าระบบ CAD 2D ที่ทำ Plan และต้องมาทำรูปด้านหรือรูปตัดอีกครั้ง

Article_ArchiCAD_16_05_03

5 ไฟล์ CAD มีนามสกุล .DWG/.DXF เป็นนามสกุลกลางในการส่งต่อ และระบบ BIM มีนามสกุลกลางแบบนี้หรือไม่?

– .IFC หรือ Industry Foundation Classes เป็นไฟล์มาตราฐานของ BIM ที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรที่เรียกว่า buildingSMART ซึ่งนามสกุล .IFC จะไม่ใช่การส่งเฉพาะ 2D หรือ 3D ออกไปเฉยๆ แต่จะมีการส่งเรื่อง Data ที่อยู่ในตัววัตถุออกไปยังโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้ระบบ BIM อีกด้วย

*** สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Industry_Foundation_Classes

Article_ArchiCAD_16_05_04.1

Article_ArchiCAD_16_05_04.2

Article_ArchiCAD_16_05_05.1

Article_ArchiCAD_16_05_05.2

6 ArchiCAD ทำได้แต่งานเหลี่ยมๆ ใช่หรือไม่?

– ไม่ใช่ เพราะ ArchiCAD มีคำสั่งที่ใช้ในการปั้นส่วน โค้ง เว้า เอียง รูปฟอร์ม แปลกๆ ได้ดังรูปตัวอย่างที่แสดง นอกจากนี้ในเวอร์ชั่น 19 ยังสามารเชื่อมต่อไปยัง Rhino Grasshopper เพื่อสร้างฟอร์มแบบ Parametric Design ได้อีกด้วย

Article_ArchiCAD_16_05_067 เมื่อใช้ ArchiCAD แล้วเราจะต้องเขียนงานละเอียดขนาดไหน?

– จากที่เราเข้าใจว่า BIM คือการจำลองการก่อสร้างอาคารลงบนคอมพิวเตอร์ ก่อนการก่อสร้างจริง ดังนั้นเราจำเป็นต้องใส่ทุกชิ้นส่วนลงไปจริงๆ หรือไม่? เช่น น๊อต ลูกบิด มือจับต่างๆ นี่ต้องใส่ไหม ? คำตอบคือ แล้วแต่ตกลงครับ แต่โดยหลักของ BIM แล้วจะมีการแบ่งความละเอียดของระดับการให้ข้อมูลที่เรียกว่า LOD หรือ Level Of Detail หรือ Level Of Development (ASA) ซึ่งกระบวนการแบ่งนี้จำเป็นต้องตกลงกันก่อนว่าต้องการระดับความละเอียดของงานระดับ LOD ใด โดยในต่างประเทศ จะแบ่งเป็น LOD100 , LOD200, LOD300  เป็นต้น แต่สำหรับเมืองไทยจะแบ่ง LOD ตามขั้นตอนการทำงาน เช่น LOD Conceptual Design, LOD Design Development เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วการใส่ข้อมูลในรูปแบบ LOD อาจไม่จำเป็นต้องมี 3D ตัวนั้นก็ได้ (แล้วแต่ตกลง) เช่น ประตู การใส่ข้อมูลลูกบิด บานพับ จำนวนน๊อตสกรู อาจถูกกำหนดในรูปแบบของข้อมูล Text ที่ลิงค์กับประตูบานนั้นก็ได้

Article_ArchiCAD_16_05_078 สเปคเครื่องที่เหมาะสมกับ ArchiCAD ?

– สเปคเครื่องเป็นคำถามที่ถามกันบ่อยมากๆ เพราะ BIM เป็นทั้ง 2D และ 3D เราจะใช้สเปคเครื่องแบบไหนดี? และเครื่องต้องแรงขนาดไหน? การ์ดจอแบบไหน? สรุปง่ายๆ คือ

  • Processor ต้องเป็น 64-bit เพราะจะใช้แรมได้เต็มที่มากกว่า
  • RAM: 4 GB เป็นขั้นต่ำ หากบริษัทคุณทำโปรเจ็คที่มีขนาดใหญ่ ควรเพิ่มเข้าไปอีกซึ่งเดี๋ยวนี้ราคา RAM ก็ไม่ได้แพงมาก แต่มีผลต่อความเร็วในการทำงานอย่างมาก (แนะนำ 16 GB)
  • Hard Disk : 5 GB เป็นขั้นต่ำสำหรับการติดตั้งโปรแกรม แต่หากจะทำงาน Save งานด้วยก็เยอะๆ ไว้เป็นดีครับ
  • Graphics Card: OpenGL 2.0 และมี Memory มากกว่า 512 MB (แนะนำ1024 MB) ส่วนจะเป็น AMD หรือ NVidia นี่แล้วแต่ชอบครับ *** สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://helpcenter.graphisoft.com/technotes/video-cards/recommended-video-cards-for-archicad-19/
  • หน้าจอแสดงผล Resolution ขั้นต่ำที่ทำงานได้สะดวกคือ 1366 x 768 หรือมากกว่านี้

Article_ArchiCAD_16_05_08

9 ลือก BIM อย่างไรให้เหมาะสมกับบริษัท?

– Software BIM ที่ปัจจุบันมีใช้งานก็มีหลายตัว ซึ่งแต่ละตัวมีการใช้งานและจุดประสงค์ของการใช้งานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบ เขียนแบบสถาปัตยกรรม การเขียนแบบออกแบบงานโครงสร้าง การวิเคราะห์แรง หรือพลังงาน ต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นทางเลือกว่าเราจะใช้ Software ตัวใดนั้นขึ้นอยู่กับแนวทางดังนี้

Article_ArchiCAD_16_05_09

  • มีประสิทธิภาพ (Performance) สามารถจัดการกับข้อมูลได้ดี การแสดงผล การประมวลผลรวดเร็ว ถูกต้องและตอบสนองการใช้งานของบริษัทเราอย่างพอเพียง ไม่เยอะเกินไปจนเราสับสน
  • ง่ายต่อการใช้งาน (Easy to use) สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานได้ง่าย ในระยะเวลาอันสั้น เพราะการเรียนรู้อะไรนานๆ ก็จะทำให้เรารู้สึกท้อที่จะปรับเปลี่ยน
  • มีความยืดหยุ่น (Flexibility) สามารถใช้ได้กับระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน สามารถรับส่งข้อมูลกับโปรแกรมอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย
  • เพิ่มศักยภาพ (Potential) ในการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ โดยสามารถคิดง่ายๆ จากปริมาณคนที่เท่าเดิม แต่ต้องได้ปริมาณงานที่เยอะขึ้นหรือดี รวมถึงความถูกต้องที่มากขึ้นด้วย
  • การสนับสนุน (Support) เนื่องจากการปรับมาใช้ Software ตัวใหม่ ควรมีผู้ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ ในกรณีที่ติดปัญหาต่างๆ

ข้อคิดสุดท้านที่จะฝากไว้คือ BIM ไม่ใช่ CAD เพราะฉะนั้น อย่าใช้งาน BIM ให้เหมือน CAD นะครับ

A-leX